เยอรมันมา ฮาเหงื่อแตก

posted on 08 Jul 2011 19:12 by crazycatfattythip directory Travel, Diary
เอ็นทรี่ก่อนจัดหนักดราม่าไปแล้ว มาเอ็นทรี่นี้ขอฉีกไปอีกแนวเลยแล้วกัน
ช่วงนี้กำลังงานเข้า ต้องเตรียมตัวไปงานแสดงสินค้าที่เยอรมัน ก็เลยทำให้วุ่นๆ ป่วนๆ ปวดมวนในหัว
 
หรือที่พี่ที่ทำงานก็มันจะพูดเสียงในฟิลม์ภาษาอีสานให้ฟังเสมอว่า "งึดหลาย" Foot in mouth
 
เลยกลายเป็นว่าช่วงนี้ก็ค่อนข้างหวนหวยพอสมควร พอมานั่งๆนึกดูแล้วก็เลยนึกถึงวีรเวรวีรกรรม(หนักไปทางวีรเวรมากกว่า)ที่เคยทำไว้ครั้งๆก่อนๆที่เคยไปเยอรมันมา
 
ตอนนั้นยังเป็นละอ่อนน้อยจบใหม่ ไม่ค่อยรู้ประสีประสา และเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยอรมัน ก็เลยทำตัวไม่ค่อยถูก ตื่นเต้นๆ เที่ยวไล่ถามคนที่เคยไปว่า อากาศที่นั่นเป็นยังไง มีอะไรกินบ้าง เค้าแต่งตัวกันยังไง จัดกระเป๋าเอาอะไรไปดี พี่เอาผ้าห่มไปด้วยป่ะ (ฮา...หนักตาย บ้าไปแล้ว) ฯลฯ 
 
และยิ่งถึงช่วงก่อนออกเดินทาง มันเป็นอะไรที่เหมือนนรกแตกมาก ลูกค้าที่ต้องไปเจอกันที่นั่น ก็พากันบินมาที่โรงงาน มาประชุมบ้าง มาดูสินค้าที่จะต้องปิดตู้คอนเทนเนอร์บ้าง เพราะคิดว่าไหนๆก็ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ก็มานั่งกดดันมันที่โรงงานซะเลย เป็นการซ้อมก่อนถึงบรรยากาศประชุมจริง
 
ช่วงนั้นเลยเป็นอะไรที่กระอักกระอ่วนชวนอ้วกมาก เพราะต้องประชุมทุกวันและทั้งวัน ทำราคา เตรียมข้อมูลสำหรับบินไปประชุมกันที่เยอรมัน ทำ catalog สินค้าใหม่ ฯลฯ
 
เวลาผ่านไปไวกว่าแช่มาม่า แป๊บเดียวถึงวันออกเดินทางแล้ว ต้องออกจากบ้านตีหนึ่ง ห้าทุ่มครึ่งยังนั่งทำงานอยู่ที่โรงงานเลย Foot in mouth ดูนาฬิกาอีกที...ฉิบหาย!...รีบโกยข้าวของแทบไม่ทัน
 
ถึงบ้านเที่ยงคืน คงไม่ต้องบอกว่ากระเสือกกระสนในการจัดการกับตัวเองแค่ไหน น้ำไม่ต้องอาบแม่งแล้ว จับทุกอย่างยัดลงไปในกระเป๋า โยน โยน โยน ยัด ยัด ยัด อัด อัด อัด แทบจะกระทืบกระเป๋าให้แบนแล้วปิดฝา
 
เหลือบตาไปดูนาฬิกาอีกที...เฮ้ย...ตาฝาดใช่ไหม จะตีหนึ่งแล้วInnocent
รีบกระหืดกระหอบลากกระเป๋าออกมายืนกระเชอะกระเชิงอยู่หน้าประตูบ้านยามวิกาล ให้หมามันเห่าส่งท้าย Bon Voyageเล่นๆ โฮ่งๆๆ
 
ก่อนที่รถจะมารับ รู้สึกโหวงๆใจ เหมือนทำอะไรค้างๆคาๆ เหมือนเข้าห้องน้ำแล้วกดชักโครกไม่สุด
 
ยืนบื้อใบ้อยู่สักพัก...ก็แหกปากขึ้นมาท่ามกลางความมืดสงัด จนเสียงมันสะท้อนว่า "ฉิบหาย...ลืมพาสปอร์ต(และตั๋วเครื่องบินด้วย) Sealed
 
กระหืดกระหอบกลับเข้าบ้านไปเอาแล้ววิ่งออกมา แสงไปสองดวงของรถวิบๆมาแต่ไกล เฮ้อ โล่งอกไปที
 
.....
 
พอถึงสนามบินปุ๊บ จัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินหลั่นล้าในสุวรรณภูมิ ก่อนอื่นก็ ยืนเรียงแถวกันอย่างสวยงาม (ยี่สิบกว่าคน) แล้วก็ยกมือไหว้รูปปั้นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อน
 
แล้วก็เดินเข้าไปใน Duty Free แน่นอนว่าสิ่งที่บ้านนอกออกประเทศจะทำก็คือ 
 
"ถ่ายรูป"
 
ถ่ายแม่งทุกสิ่งทุกอย่าง ฝากหลักฐานเอาไว้ว่าข้าเคยมาเหยียบที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นถ่ายกับป้ายร้าน ถังขยะ ประตูห้องน้ำ บันไดเลื่อน  ม้านั่ง ฯลฯ
 
ฝรั่งเดินผ่านไปสองสามคน มองเหลียวหลังเลยทีเดียว คงสงสัยว่า ของพวกนี้มันน่าถ่ายตรงไหน
 
.....
 
และแล้วนาทีระทึกใจก็มาถึง ในที่สุดเราก็ได้ไปฝากตูดอุ่นๆของเราไว้กับเบาะการบินไทย มีเกมให้เล่น มีหนังให้ดู แอร์เย็นสบาย มีน้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล เบียร์ ไวน์ให้กินด้วย สุดยอดดดดดด!!!
ตลอดการเดินทางก็ได้มาริโอนี่แหละเป็นเพื่อนคลายเหงา ไม่รู้จะทำอะไรก็เล่นเกมมาริโอนี่แหละ
 
เล่นเกมก็แล้ว...พลิกไปพลิกมาก็แล้วเฮ้อทำไมยังไม่ถึงเยอรมันซะที
หันไปถามพี่คนข้างๆ เค้าบอกว่า สิบสองชั่วโมงโน่นแหละน้อง
ไอ้เราก็ได้แต่ร้องหา...แต่ยังไม่รู้ว่านรกตูดระบมของจริงกำลังรออยู่
 
......
 
เมื่อมันไม่รู้จะทำอะไรจริง ท่ามกลางความเงียบ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ "การนอน"
นอนไปได้กำลังเคลิ้มๆ น้ำลายกำลังตั้งท่าจะโหนห้อยย้อยลงจากบ่อ ก็มีคนมาสะกิด

"กดเรียกทำไมเหรอคะ?"
หือ....พูดกับใครวะ...เราเหรอ? กดไรวะ กรูง่วง
 
"งืม...กด...อะไรเหรอจ๊ะ???"
 
"ก็ปุ่มเรียกพนักงานไงคะ"
หือ...กดไรอ่ะ ก็ตรูหลับอยู่นี่หว่า...
"เปล่าอ่ะจ้า...ไม่ได้กดจ้า"
 
สุดท้ายก็เลยหลับต่อ....
เข้าที่แล้วคราวนี้กำลังเคลิ้ม ขอให้หลับสนิททีเท้อ...จะได้ไม่เหนื่อย
 
"คุณคะๆ...กดปุ่มเรียกมีอะไรให้ช่วยคะ"
"หือ....เปล่ากดอ่ะจ้า"
 
เหมือนเห็นเส้นเลือดขึ้น "ปึ้ด" บนหน้าคนสวย...หรือว่ากรูเมาน้ำลาย
 
"ก็มันขึ้นสัญญาณไฟน่ะค่ะ"
"เปล่าอ่ะจ้ะ...จริงๆนะ เค้าหลับนะตะเอง"
 
เฮ้อ...คราวนี้ขอนอนซะทีนะ ขอร้องล่ะ ตรูเหนื่อย ตรูอยากพักเอาแรง
 
ทำไมอยู่ดีๆมันหนาวๆร้อนๆกว่าเดิมวะ...คิดไปเองมั้ง
"คุณคะ...กดปุ่มเรียกรึเปล่าคะ"
 
เหมือนคราวนี้จะตาฝาด เห็นเส้นเลือดปูดที่ขมับคนสวยๆชัดกว่าเดิม
"เค้าเปล่าจริงๆนะตะเอง...เค้าหลับอยู่...เค้าไม่รู้เรื่อง...ปุ่มเสียมั้ง"
 
ผู้โดยสารท่านอื่นๆเริ่มยุกยิกดุ๊กดิกตื่นขึ้นมาดู ในขณะที่คนสวยก็ทำการตรวจเช็คปุ่ม
สุดท้ายคนสวยก็หันมาบอกแมวสถ่อยว่า "เอ่อ...ปุ่มมีปัญหาค่ะ..."
อ่าจ้า...รู้ว่ามันมีปัญหา...ปัญหาใหญ่ซะด้วย...เพราะจะทำให้กรูไม่ได้นอน แถมต้องทนตูดระบมอย่างอ่อนเพลียไปอีกกว่าสิบสองชั่วโมง
 
ก็ยังคงนอนตูดระบม แบบผวาๆ กึ่งหลับกึ่งตื่นต่อไปจนเช้า
...
 
พอเช้ามา ก็ได้เวลาอาหารเช้า
มีให้เลือกด้วยล่ะ ดีจัง มีทั้งไทย และทั้งไส้กรอก แบบว่าสร้างบรรยากาศก่อนถึงที่หมายด้วยอาหารซะก่อนเลย
 
จำได้ว่าตอนนั้นเลือกชุดอาหารฝรั่ง กับน้ำแอปเปิ้ล
ระหว่างกำลังกินไป ดูเส้นทางการบินไป คุณแอร์สุดสวยก็เดินเอาขนมปังมาแจก
มันมีสองแบบ คือบัน(ขนมปังกลมๆ) กับ ครัวซอง
 
ปัญหามันเกิดต่อจากนี้นี่แหละ
 
พี่คนที่อยู่ด้านข้าง เค้ากำลังจะหยิบขนมปังบัน ก่อนที่มือจะเอื้อมไปถึงนั้น คุณแอร์ก็พูดขึ้นมาว่า
"หยิบครัวซองสิคะ...ครัวซองอร่อย"
มันคงจะดีถ้าคุณแอร์พูดแบบธรรมดาๆ
 
แต่ขอให้หลับตานึกถึงประโยคเมื่อกี้ ที่ออกจากปากแอร์สาวสุดสวย แต่พูดด้วยน้ำเสียงจิกๆเหมือนป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ (เก่าไปไหม?) เวลาเล่นบทร้าย และทำหน้าจิกๆแบบป้าจิ๊ด้วย Foot in mouth
 
.....
 
ในที่สุดก็มาถึงสนามบิน ไชโย อยากก้มลงจูบแผ่นดินเยอรมันดูจัง ดูซิว่าดินที่นั่นจะหอมเหมือนกลิ่นดินหน้าฝนของไทยไหม
 
ท่ามกลางความดีใจและโล่งอกนั้น สิ่งที่รออยู่คือ Luggage Racing
มันคือชื่อที่เราตั้งเองให้กับการลากสัมภาระของกลุ่มเราในวันนั้น
 
คนไทยหัวดำๆยี่สิบกว่าคนวิ่งกระหืดกระหอบ ลากกระเป๋า แบกกล่อง ไปตามทาง เหมือนจะรีบไปตามช้างกูที่หายไปในเมืองเบียร์ เพื่อหันทันการไปขึ้นรถไฟเพื่อไปต่อ (ไม่รู้เรียกว่ารถไฟอะไร แต่มันดูไฮโซๆคล้ายชินกังเช็นอ่ะ)
 
พวกเราจึงต้องวิ่งแข่งกันหางจุกตูดที่ยังไม่หายระบมเพื่อไปให้ทันเที่ยวรถไฟ
 
และที่ซวยคือ ระหว่างกำลังรีบขึ้นบันไดเลื่อน มีคนทำรถเข็นกระเป๋าหลุดมือ ไหลลงมาทับตรีนน้อยๆของ
แมวสถ่อย สร้างความระบมไม่แพ้ที่ตูด 
 
พอไปถึงชานชลา แน่นอนว่ากิจกรรมที่ดีที่สุดระหว่างรอรถไฟคือ "ถ่ายรูป"
และแน่นอนว่ามาเยอรมันทั้งที ต้องถ่ายอะไรที่มันเจ๋งๆกลับไป
 
กวาดตามอง ถ่ายไปเรื่อยๆ ทั้งรถไฟ นาฬิกา ป้าย ฯลฯ
 
ฉับพลันทันใดนั้นก็หันไปเห็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชักภาพมากที่สุด
 
ตำรวจเยอรมัน สองนายสูงชะลูดเดินเบียดตูดปรอดๆด้วยกันมา หน้าตาหล่อเหลาเข้าทีเลยทีเดียว
เพื่อนผู้ถือกล้องอยู่ในมือก็เลยชวนแมวสถ่อยว่า

"ไป...เราไปกินตับ...เอ๊ยชักภาพตำรวจเยอรมันกัน"
 
เรื่องแบบนี้มันเสี่ยงอยู่บ้างกับการที่กะเหรี่ยงจะมาทำซ่าในต่างถิ่น
แต่แมวสถ่อยมีเรอะจะไม่สนองนี๊ดส์เพื่อน...จัดไป..จัดหนักๆ
 
ว่าแล้วคนไทยสองคนก็กิ่งเดินกึ่งวิ่งย่องตามตำรวจเยอรมันสองนาย
พอเข้าระยะจู่โจม...ก็ช่วยกันเรียกตำรวจ

"Excuseme, may I take your photographs?"
 
เงียบ...ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบชะงัก
 
ตำรวจสองนายจ้องหน้าอย่างชนิดๆที่เรียกว่า สายตาประดุจใช้เครื่อง GT200 สแกนพวกเรากันเลยทีเดียว
และก็ยิงพวกเราสองคนสวนกลับมาด้วยประโยคที่ไม่ต้องเสียเวลาแปล แต่เหมือนมี subtitle วิ่งแล่นเข้ามาในหัวโดยอัตโนมัติว่า
 
"กูเป็นตำรวจครั